วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

อาหารที่เหมาะสำหรับคนเป็นโรคมะเร็ง


วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็ง
คือการไม่ให้เซลล์มะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว


การตัดน้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให้กับเซลล์มะเร็ง
สารทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น 'นิวตร้าสวีต'
'อีควล' 'สปูนฟูล' ฯลฯ
ล้วนทำมาจากสารให้ความหวาน ซึ่งเป็นอันตราย สารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่าคือน้ำผึ้งมานูคา
(จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อย แต่ในปริมาณน้อย ๆ เท่านั้น
เกลือสำเร็จรูปก็ใช้สารเคมีในการฟอกขาว ควรหันไปเลือกใช้ ' แบรก อมิโน ' หรือเกลือทะเลแทน


โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลล์มะเร็งจะได้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือก
การใช้นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม จะทำให้เซลล์มะเร็งไม่ได้รับอาหาร


อาหารจำพวกเนื้อจะสร้างสภาวะกรดขึ้น ดังนั้นจึงควรหันไปรับประทานปลาจะดีที่สุด
รองลงไปคือรับประทานไก่แทนเนื้อและหมู ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อ
ฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์ และเชื้อปรสิตบางประเภทตกค้างอยู่
ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง ที่ดีที่สุดคือ งดหรือรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลง เพราะจะทำให้มีเอ็นไซม์เหลือมากพอมาใช้โจมตีกำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลล์ล์มะเร็ง
และช่วยให้เซลล์ล์ของร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น





พืชจำพวกหัว เมล็ด ถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้จำนวนเล็กน้อยจะช่วย
ทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่าง อาหารอีก 20% อาจได้มาจากการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่ว
น้ำผักสดจะให้เอ็นไซม์ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึมทราบสู่ระดับเซลล์ภายใน 15 นาที เพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์ล์ที่ดี
ให้พยายามดื่มน้ำผักสด และรับประทานผักสดดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน


ซึ่งมีคาเฟอีนสูง ชาเขียวถือเป็นทางเลือกที่ดีและมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง
น้ำดื่มให้เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์ หรือที่ผ่านการกรอง
เพื่อหลีกเลี่ยงท๊อกซินและโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรด
ให้หลีกเลี่ยง

(สาร IP6 [inositol hexaphosphate หรือ phyticacid), สาร Flor-essence, สาร Essiac, สารแอนตี้-อ๊อกซิแดนซ์, วิตามิน , เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ) เพื่อช่วยให้เซลล์ของร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น

สารอาหารอื่น ๆ เช่น วิตามินอี ทำให้เกิดการตายลงของเซลล์
หรือกำหนดระยะเวลาการตายของเซลล์ ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการกำจัดเซลล์ที่ถูกทำลาย
ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่

คุณ วราพร แคล้วศึก

โทร. 085-9083178


อีเมลล์    pannfitcancer@gmail.com

เส้นทางแพร่กระจายของมะเร็งปอด


มะเร็งปอด มักเจริญเติบโตขึ้นมาจากจุดเล็กๆ ในปอด และเนื่องจากปอดเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ มีหลอดเลือดมาเลี้ยงมากมาย เช่นเดียวกันกับหลอดน้ำเหลืองที่เป็นเส้นทางใช้ระบายน้ำเหลืองจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย เราต้องทราบก่อนว่าระบบน้ำเหลืองเป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ใช้ต่อสู้กับเชื้อโรคแปลกปลอมต่างๆ อันประกอบด้วยหลอดน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลืองซึ่งใช้เป็นที่กักเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ดังนั้นถ้ามีเซลล์มะเร็งหลุดเข้ามาในระบบน้ำเหลือง ก็จะถูกกักเก็บไว้ที่ต่อมน้ำเหลืองก่อน และสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้นทำให้ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย เช่น เราอาจพบว่าคนที่เป็นขึ้น เป็นต้น






ถ้าเซลล์มะเร็งมีการแพร่เข้าไปในต่อมน้ำเหลืองแล้ว ก็มักจะแพร่กระจายไปสู่มะเร็งปอดบางคนมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอมีขนาดใหญ่โตส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ด้วย โดยมักจะกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองใกล้ๆ กับขั้วปอดก่อน แล้วค่อยกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณส่วนกลางของทรวงอก คอ และ/หรือช่องท้อง หรือถ้าเซลล์มะเร็งหลุดเข้าไปในกระแสเลือดแล้วมักจะแพร่กระจายไปที่ตับ ปอดอีกข้างหนึ่ง สมอง กระดูก และ/หรือไขกระดูกได้

มะเร็งปอดก็มีการจัดขั้นตอนความรุนแรงไม่ต่างกับมะเร็งชนิดอื่น คือตั้งแต่ระยะเริ่มต้นยังไม่รุนแรง จนถึงระยะสุดท้ายที่เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นแล้ว ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง แพทย์จำเป็นต้องรู้ระยะของโรคเพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม โดยพิจารณาตามลักษณะของก้อนมะเร็งในปอด ประเมินดูว่าก้อนมะเร็งนั้นจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณปอด หรือกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงหรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายหรือไม่


สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่

คุณ วราพร แคล้วศึก

โทร. 085-9083178


อีเมลล์    pannfitcancer@gmail.com

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก





มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เป็นมะเร็งที่มักเกิดในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน พบสูงในช่วงอายุ 50-60 ปี แต่ก็อาจพบได้ในช่วงอายุอื่นๆ อุบัติการณ์ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะสูงกว่าในประเทศที่กำลังพัฒนา


สาเหตุที่แน่นอนของการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกยังไม่ทราบแต่พบปัจจัยเสี่ยงได้ดังนี้

1. การที่ร่างกายได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง อาจโดยภาวะที่ร่างกายผลิตขึ้นเอง หรือจากใช้ยาฮอร์โมนประเภทนี้ในปริมาณสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สูงกว่า

2. ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนช้า เพราะเป็นกลุ่มที่ร่างกายมีฮอร์โมนเอส โตรเจนสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงกว่า

3. ผู้หญิงกลุ่มไม่มีบุตรหรือมีบุตรน้อยเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงกว่า

4. ผู้หญิงอ้วนเป็นความดันและเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงกว่า


ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ


อาการและอาการแสดงที่เฉพาะของโรคมะเร็งไม่มี แต่จะเป็นอาการของความ ผิดปกติที่คล้ายคลึงกับโรคทางระบบสูติ-นรีเวชทั่วๆไป ได้แก่


2. ประจำเดือนมาผิดปกติ เช่น มากะปริบกะปรอย หรือปริมาณมาก หรือจำนวนวัน
ที่มีประจำเดือนมาก



5. อาจคลำได้ก้อนในท้องน้อย ซึ่งมักเกิดจากการที่มดลูกมีขนาดโตขึ้น
การตรวจเพื่อการวินิจฉัยและหาระยะโรค โดยทั่วไปแพทย์จะตรวจดังนี้

•ซักประวัติ อาการ อาการแสดง และตรวจร่างกายทั่วไปและตรวจภายใน

•ถ้าสงสัยแพทย์จะทำการขูดมดลูกเอาชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา

เมื่อผลทางพยาธิวิทยา ระบุว่าเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก แพทย์จะตรวจ เพิ่มเติม
เพื่อประเมินสุขภาพและหาระยะของโรคโดย

•ตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการและตรวจปัสสาวะ

•ตรวจภาพเอกซเรย์ปอด

ในบางครั้ง ถ้ามีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์อาจมีการตรวจเพิ่มเติม ซึ่งจะต่างกันในผู้ป่วยแต่ละรายไม่เหมือนกัน





ระยะที่ 4    โรคลุกลามเข้ากระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ใหญ่หรือแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลออกไปเช่น ปอด เป็นต้น





ความรุนแรงของโรคขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างได้แก่

1. ระยะของโรคระยะสูงขึ้น ความรุนแรงของโรคก็สูงขึ้น

2. การลุกลามของเซลล์มะเร็งเข้าชั้นกล้ามเนื้อ

3. ชนิดของเซลล์มะเร็ง

4. ขนาดของก้อนมะเร็ง

5. การลุกลามไปต่อม 

6. อายุ ผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปี มักมีความรุนแรงมากกว่าผู้ป่วยอายุน้อยกว่า

7. สุขภาพโดยทั่วไปของร่างกายและโรคร่วมอื่นๆ ซึ่งถ้าร่างกายไม่สมบูรณ์ จะเป็นอุปสรรคต่อการรักษา




การรักษามะเร็งชนิดนี้มี 4 วิธี คือ การผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัดและฮอร์โมน

การผ่าตัด เป็นการรักษาหลักได้แก่ การผ่าตัดเอามดลูก ปีกมดลูก และรังไข่ออก และภายหลังการผ่าตัดจะมีการตรวจชิ้นเนื้อต่างๆ ทางพยาธิวิทยาอีกครั้ง
เพื่อเป็นข้อบ่งชี้ว่าควรจะมีการรักษาร่วมอื่นๆ เช่น รังสีรักษา หรือเคมีบำบัด หรือฮอร์โมนร่วมด้วยหรือไม่

รังสีรักษา อาจใช้ร่วมกับการผ่าตัดแต่บางครั้งถ้าผ่าตัดไม่ได้ก็อาจใช้เพียงรังสีรักษา รังสีอาจใช้ร่วมกับเคมีบำบัด หรือ ฮอร์โมนตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ รังสีการ แพทย์ มีทั้งการฉายรังสีและการใส่แร่ ซึ่งอาจใช้เพียงวิธีการเดียวอย่างใดอย่างหนึ่ง
หรือทั้ง 2 วิธีการร่วมกัน ทั้งนี้ขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ของผู้ป่วยแต่ละราย

เคมีบำบัด มักใช้ในโรคระยะลุกลาม มักใช้ร่วมกับการผ่าตัด หรือ รังสีรักษา ฮอร์โมน มักใช้ในผู้ป่วยที่โรคลุกลามแต่มีผู้ป่วยส่วนน้อยที่การรักษาได้ผลด้วยวิธีนี้


ภายหลังการรักษาครบแล้ว แพทย์จะนัดตรวจดูแลรักษาผู้ป่วยต่อเนื่องเสมอ โดยมักนัดทุก 1-2 เดือน ในปีแรกหลังการรักษาในปีที่ 2-3 อาจนัดตรวจทุก 2-3 เดือน ในปีที่ 3-5 มักนัดตรวจทุก 3-6 เดือน และภายหลัง 5 ปีไปแล้วมักนัดทุก 6-12 เดือน


ในการมาตรวจกับแพทย์ควรนำญาติสายตรงหรือผู้ดูแลมาด้วย เพื่อร่วมปรึกษาพูดคุยกับแพทย์โดยตรง และควรนำยาหรือผลตรวจต่างๆ จากแพทย์ท่านอื่น (ถ้ามีแพทย์ดูแล หลายคน) มาแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่

คุณ วราพร แคล้วศึก

โทร. 085-9083178


อีเมลล์    pannfitcancer@gmail.com

มะเร็งตับ

มะเร็งตับ


มะเร็งตับ คือ เนื้องอกที่เจริญเติบโตโดยไร้การควบคุม เนื้องอกแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ที่เป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง และที่เป็นเนื้องอกธรรมดาที่ไม่ได้เป็นเนื้อร้าย





มะเร็งตับที่เกิดขึ้นในตับเอง หรือที่เรียกว่ามะเร็งตับปฐมภูมิ (Primary Liver Cancer) นั้น แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือมะเร็งเซลล์ตับ (Hepato-cellular Carcinoma) และมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangio Carcinoma)
สำหรับมะเร็งทุติยภูมิ คือมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น เช่น ปอด ตับ ลำไส้ ไม่ถือว่าเป็นมะเร็งตับ

ในประเทศไทยเรานั้น 95% เป็นมะเร็งเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma เรียกย่อว่า HCC) และพบได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย แต่พบมากที่สุดในภาคกลาง

เนื่องจากตับของคนเรามีขนาดใหญ่ คือเป็นอวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และมีกำลังสำรองมาก ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับในระยะแรกจึงมักไม่มีอาการอะไร เพราะตับยังคงทำงานได้เกือบปรกติ เมื่อมีอาการที่ชัดเจนมากขึ้นก้อนมะเร็งก็มีขนาดที่ใหญ่มากแล้ว ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุว่าผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับมักมีอัตราการอยู่รอดเพียงไม่กี่เดือน เพราะเมื่อพบก็สายเกินไปแล้ว เมื่อมะเร็งได้ลุกลามและมีขนาดใหญ่มากแล้ว


ส่วนใหญ่ของการเกิดมะเร็งตับมีสาเหตุมาจากไวรัสตับอักเสบบีและซีจากข้อมูลสถิติของหลายสถาบันได้ผลใกล้เคียงกันว่า 80% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นมะเร็งตับ โดยมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปรกติถึง 223 เท่า (ข้อมูลจากหนังสือความรู้เรื่องโรคตับสำหรับประชาชน) ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ ประมาณ 90% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับจะมีตับแข็งร่วมด้วย นั่นก็หมายความว่า ถ้าท่านป่วยเป็นพาหะตับอักเสบบี และมีตับแข็งแล้ว ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับจะสูงมากๆ ทีเดียว

มะเร็งตับยังมีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีข้อมูลทางวิชาการที่ยืนยันได้ว่า ผู้ที่ดื่มสุราแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับ สูงกว่าผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์

สารอะฟลาท๊อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งพบปนเปื้อนอยู่ในถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ก็เป็นสารก่อมะเร็ง ที่เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ จากการศึกษาพบว่าอะฟลาท๊อกซิน มีความสัมพันธ์กับไวรัสตับอักเสบบี โดยเชื่อว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เป็นตัวทำให้เกิดมะเร็งตับ และอะฟลาท๊อกซินเป็นตัวเสริม เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็น

พาหะไวรัสตับอักเสบบี จึงควรที่จะหลีกเลี่ยง ถั่วลิสง โดยเฉพาะถั่วลิสงป่นที่ค้างนาน ๆ ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว และเต้าหู้ยี้


สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นมะเร็งตับมีอัตราการอยู่รอดต่ำก็คือ มะเร็งตับในระยะแรก
ซึ่งจะสามารถรักษาให้หายขาดได้นั้น มักไม่แสดงอาการที่ชัดเจนออกมา โดยผู้ป่วยจะมีอาการคลุมเคลือ เช่น เสียดท้องด้านขวา มีอาการจุกแน่นในบางครั้ง แต่โดยส่วนใหญ่แทบไม่มีอาการอะไรเลย ทั้งนี้ก็เพราะตับเป็นอวัยวะที่มีกำลังสำรองมาก คนเราสามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานของตับประมาณ 30%

ดังนั้นเมื่อมีอาการที่ชัดเจนมะเร็งก็อยู่ในระยะลุกลามหรือมีขนาดใหญ่และไม่สามารถจะรักษาได้แล้ว
อาการของผู้ป่วยมะเร็งตับที่ชัดเจนก็คือ รู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกเสียด แน่นท้อง น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว และอาการที่เด่นชัดก็คือปวดชายโครงด้านขวา โดยอาจร้าวไปที่ไหล่ด้านขวา หรือลำตัวซีกขวา และอาจคลำพบก้อนที่ชายโครง


เนื่องจากมะเร็งตับเปรียบเหมือนมฤตยูเงียบ การเฝ้าระวังจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ใน

กลุ่มเสี่ยงต่อการที่จะเป็นมะเร็งตับ คือ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไปและมีอาการตับแข็งร่วมด้วย ควรจะต้องตรวจร่างกาย อย่างน้อยทุก 6 เดือน เพราะจากสถิติ 80% ของผู้ที่เป็นมะเร็งตับ เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี และ 90% ของผู้ป่วยมะเร็งตับมีอาการตับแข็งร่วมด้วย

การตรวจหามะเร็งตับในปัจจุบัน จะมีการตรวจหาระดับ ของสารอัลฟาฟิโตโปรตีน (Alfafeto-protein) ซึ่งเป็นสารที่มักพบในผู้ป่วยมะเร็งตับ แต่การตรวจหาค่าอัลฟาฟิโตโปรตีนอย่างเดียวนี้ ไม่เพียงพอเพราะประมาณ 30% ของผู้ป่วยมะเร็งตับพบว่ามีค่าอัลฟาฟิโตโปรตีนปกติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การตรวจหาค่าอัลฟาฟิโตโปรตีนเพียงอย่างเดียว มีโอกาสผิดพลาดได้ถึง 30% การตรวจจึงควรจะร่วมกับการทำอัลตราซาวนด์ เพื่อตรวจหาก้อนมะเร็งที่มีขนาดเล็ก ๆ ได้ ถ้าจะให้ละเอียดมากกว่านี้ก็คือ การตรวจโดยใช้เครื่องเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า C T Scan ซึ่งจะสามารถเห็นมะเร็งที่มีขนาดเล็กกว่า 1 ซ.ม.ได้


มะเร็งตับดูเป็นโรคที่มีความน่ากลัว เพราะผู้ป่วยมักเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งนี้ส่วนใหญ่ก็เพราะเมื่อตรวจพบมะเร็ง ก็มีขนาดใหญ่มากแล้ว อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบในระยะแรกๆ ก็มีวิธีที่จะรักษาให้หายขาดได้ เช่น
        1.การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก โดยมีเงื่อนไขว่าก้อนมะเร็งนั้นมีขนาดไม่เกิน 2 ซ.ม. เป็นมะเร็งก้อนเดียว มีเปลือกห่อหุ้ม และอยู่ภายในตับกลีบเดียว วิธีการนี้ถือว่าเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

        2.Transcatheter Oily Chemo-embolization หรือ TOCEใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกได้ เนื่องจากมีขนาดใหญ่เกินไป วิธีรักษาแบบ TOCE นี้มักจะกระทำโดยรังสีแพทย์ โดยการสอดสายขนาดเล็กเข้าไปทางเส้นเลือดแดงตับ เพื่อเข้าไปถึงก้อนมะเร็งโดยตรง เพื่อใส่ยาเคมีเข้าไปที่ก้อนมะเร็ง พร้อมทั้งอุดเส้นเลือดหลักที่เข้าไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง ด้วยในเวลาเดียวกัน วิธีการรักษาแบบนี้ก็ได้ผลอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถจะรักษาให้หายขาดได้ โดยส่วนใหญ่มะเร็งจะกลับโตขึ้นมาได้อีก หรืออาจแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นได้ เช่น ปอดหรือกระดูก ในทางการแพทย์การรักษาโดยวิธีนี้ จึงเป็นการรักษาเพื่อยืดเวลา ในบางกรณีเมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง และไม่กระจายไปที่อื่นอาจจะผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกเลยก็ได้

        3.การใช้คลื่นเสียง (Radiofrequency Ablation) การฉีดแอลกอฮอล์โดยตรงที่ก้อนมะเร็ง วิธีการรักษาเหล่านี้ล้วนเป็นการรักษาแบบปะทังทั้งสิ้น


        4.การเปลี่ยนตับ ปัจจุบันแพทย์ไทย ก็สามารถปลูกถ่ายตับได้ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งมักมีข้อจำกัดมากมาย และไม่ใช่เป็นทางเลือกในการรักษา



สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่

คุณ วราพร แคล้วศึก

โทร. 085-9083178


อีเมลล์    pannfitcancer@gmail.com